Showing posts with label ฟุตบอล. Show all posts
Showing posts with label ฟุตบอล. Show all posts

01 August 2008

แง่คิด ดีๆ ของ ตอเรส


Fernando Torres: My inspiration


ชีวิตคนเรา "ความสำเร็จ" ส่วนหนึ่งได้มาจาก "แรงบันดาลใจ" และสำหรับยอดหัวหอกเจ้าของแชมป์ยูโรหมาดๆ อย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส แห่ง "หงส์ แดง" ลิเวอร์พูล แล้ว แน่นอน เขามีแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจเพียบ

คุณเรียนรู้อะไรจากโค้ชคนแรก ?
ตอร์เรส : ผมมีโค้ชหลายคน ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่โค้ชคนแรกในเส้นทางอาชีพคือ มาโนโล่ รานเคล ที่ แอตเลติโก ซึ่งผมน่าจะอายุ 10 ขวบ เขาเป็น คนแรกที่บอกผมว่า ผมจะได้เล่นฟุตบอลในลีกสูงสุด แต่เขาก็เตือนผมว่าไม่ควรลืมหาความสุขให้ตัวเอง เขาจะให้เราเลือกการวิธีการซ้อมเอง ผลัดกันคนละวัน เขาจะถามหนึ่งในกลุ่มเด็กๆ ว่า - วันนี้อยากทำอะไร ? - คุณลืมรายละเอียดของมันเมื่อวันเวลาผ่านไป แต่สิ่งที่เขาสอนผมวันนั้นยังอยู่กับผม นั่นคือ สนุกกับตัวเอง
แล้วผู้คนตามท้องถนนหละ ?
ตอร์เรส : ผมจำวันที่ย้ายมาเล่นกับ ลิเวอร์พูล ได้ ผมอยู่ที่สนามบินมาดริด ผู้คนเยอะแยะ กล้องเต็มไปหมด มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ พ่อแม่ยังโมโหเลยที่ผมย้าย มีชายสูงอายุคนหนึ่ง เขาดูโมโห เดินมาและพูดว่า - น่าเสียดายที่นายย้ายจาก แอตเลติโก แต่ฉันรู้ว่า นายจำเป็นต้องย้ายไปเพื่อเติมเต็มศักยภาพตัวเอง และเพื่อเป็นใน สิ่งที่นายเป็นได้ เพื่อแสดงให้โลกรู้ในสิ่งที่เรารู้แล้ว แสดงให้เห็นว่านายเก่งยังไง - เมื่อคุณเล่นฟุตบอล นี่คือช่วงเวลาที่คุณได้รู้ว่า มีคนรัก-เป็นห่วงคุณในฐานะคนๆ หนึ่ง ผมเก็บคำพูดนั้นไว้ในใจ ผมเคยเจอแบบนี้มาบ้าง แต่นี่ต่างออกไป เขาเป็นลุงวัย 60 เป็นคนที่รัก แอตเลติโก ทั้งหัวใจ แต่วินาทีนั้นเขาเป็นห่วงผมมากกว่าสิ่งอื่น สิ่งที่ทำให้มันพิเศษมากขึ้นคือ ผมได้รู้ว่า นี่คือสิ่งที่ ฟุตบอลกำลังสูญเสียไปทีละนิด ผมจะเก็บคำพูดนั้นไว้กับตัวอีกนาน มันเป็นแรงผลักดันของผม
คุณพ่อสอนอะไรคุณบ้าง ?
ตอร์เรส : ผมว่าเราคือภาพสะท้อนของพ่อแม่ ผมไม่เคยทำตัวเด่น และจะขี้อายเวลาเป็นเป้าสนใจ แต่เมื่อไหร่ที่ผมออกมาอยู่ข้างหน้า ผมรู้ว่ามีพ่ออยู่ ข้างหลัง ผมจำได้ตอนอายุ 11-12 ขวบ และลงเล่นให้ แอตเลติโก ที่ เลกาเนส ซึ่งโค้ชตัดสินใจเปลี่ยนตัวผม มีคนมาดูเกม และเขาโห่ผม ผมเงยหน้า มองไปที่เขา และพ่ออยู่ที่นั่น ข้างๆ เขา พ่อ ไม่พูดอะไร ไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง พูดต่อว่า หรือ หาเรื่องเขาอย่างที่ผู้ปกครองบางคนอาจจะทำ พ่อยืนเฉยๆ ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น พ่อเป็นแบบนี้ อยู่ตรงนั้น ให้กำลังใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางคนอาจเซอร์ไพรส์ แต่มันเป็นภาพสะท้อนบุคลิกของพ่อ วิถีทางที่พ่อเป็น การยอมรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น และช่วงเวลานั้นผมได้เรียนรู้จากพ่อ มันเป็นสิ่งที่ผมต้องอดทนให้ได้ เสียงด่า และ เสียงวิจารณ์จากคนที่ไม่รู้จักผม ผมเจอแบบนี้ในสนามที่เต็มไปด้วยคนดู แต่ผมรู้ว่าพ่ออยู่บนนั้น คอยดูผมอยู่
แล้วคุณแม่หละ ?
ตอร์เรส : ผมเรียนรู้เรื่องการเสียสละตัวเอง แม่เสียสละอะไรมากมายเพื่อเติมเต็มความฝันของผม แม่ไม่ทำงาน เพราะยุ่งกับการไปรับส่งผมที่สนาม ซ้อม จาก ฟวนลาบราด้า ไป มาดริด ซึ่งคุณต้องขึ้นรถไฟ ต่อด้วยรถบัส ตามด้วยการเดินข้ามสวนสาธารณะ เริ่มต้นตอน 8 โมงเช้า และอีกทีตอน 6 โมงเย็น ทั้งหมดเพื่อให้ลูกชายมีความสุข แม่-พ่อให้ความสำคัญกับการดูแลลูกชายของพวกท่านมากกว่าตัวเอง ผมมีความสุขเวลาเห็นคนรายล้อมมีความสุข มากกว่าตอนผมมีความสุขกับตัวเอง
แฟนของคุณ โอลาย่า ?
ตอร์เรส : ผมเรียนรู้จากเธอเช่นกัน มันจะเป็นแบบนี้ตอนคุณพบกับใครบางคนที่คุณอยากใช้ชีวิตด้วย คุณมีสิ่งต่างๆ มากมายร่วมกัน ได้เรียนรู้จาก กันและกัน สำคัญที่สุดเลยก็คือ พวกเขาให้ในสิ่งที่คุณไม่มี แฟนผมมีอิทธิพลอย่างเงียบๆ เมื่อไหร่ก็ตามผมรู้สึกหุนหัน เวลาอะไรๆ มันไม่ได้เป็นไปด้วยดี หรือเวลาเราแพ้ เธอรู้ว่าทำยังไงผมถึง จะเย็นลงเวลามองไปที่ปลายอุโมงค์แล้วไม่เห็นอะไรเลย หรือ ปลุกผมจากฝัน เธอผลักดันผมเวลาต้องการแรงใจ บางครั้งคนที่อยู่กับคุณอาจจะเป็นคนเดียวที่ช่วยคุณได้ เวลาคุณไม่มีความสุข
คุณเรียนรู้อะไรจากการเล่นกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ?
ตอร์เรส : ผมชื่นชม สตีเว่น เจอร์ราร์ด เพราะผมรู้ว่า เขาแบกรับความกดดันขนาดไหน คนพูดถึงเขาทุกวัน ผมรู้จากประสบการณ์ว่า การรับมือ เรื่องพวกนี้ยากขนาดไหน ซึ่งสิ่งที่เขาเจอนั้นอยู่คนละระดับ เพราะ ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ผมเป็นกัปตันทีมตั้งแต่อายุน้อยๆ ผมรู้ว่าทุกคนพูดเรื่องผม ผมรู้สึกได้เลย โดยเฉพาะเวลา อะไรๆ มันแย่ ทั้งหมดเกิดขึ้นกับ สตีวี่ ทุกวัน และเขารับมือกับมัน เขาถูกคาดหวังตลอดเวลา เขาโดนกดดันว่า ต้องเล่นให้ดี หวังเห็นเขาแสดงความเป็นผู้นำออกมา พาทีมไปข้างหน้า เขาเป็น แบบอย่างที่ดี พวกเราที่เคยอยู่ในสภาพแบบนั้นรู้ดีว่ามันรับมือได้ยากขนาดไหน สิ่งที่เขาแสดงออกเลยน่าเหลือเชื่อมาก ผมเองก็อยากเป็นกัปตันทีมของทีมๆ หนึ่งในอนาคต และ สตีเว่น แสดง ให้ผมดูว่า ผู้นำที่ดีเป็นยังไง
ได้อะไรจากผู้ตัดสินบ้างมั้ย ?
ตอร์เรส : อย่างแรกเลย พวกเขาไม่ใช่ศัตรู ! เราทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง นักเตะ-ผู้ตัดสิน สมัยอยู่ สเปน ผมจะคุยกับผู้ตัดสินเรื่องฟุตบอล และเรื่องนั้นเรื่องนี้และคุณรู้มั้ย เราไม่ควรบ่นการตัดสิน, โมโห หรือ ประท้วงมากไป เพราะท้ายที่สุด พวกเขาก็แค่พยายามทำงานให้ดีที่สุด เราอยู่ในวงการเดียวกัน แต่ละเกมมีผู้ตัดสินคนเดียว มี ครั้งหนึ่งผมจำเหตุการณ์ได้ไม่ละเอียดนัก แต่ผมรู้ว่าผมเป็นเป้าโดนด่า เขาเดินมาหาผม และพูดว่า - รู้แล้วหละสิว่า ผมรู้สึกยังไงบ้างในแต่ละสัปดาห์ - ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ผมเคยแต่ต่อ ว่าพวกเขา ตอนนี้ผมพยายามช่วยพวกเขาบ้าง เราต้องรู้ว่าทุกคนต่างทำงานของตัวเอง
ราฟา สอนอะไรคุณบ้าง ?
ตอร์เรส : กระตุ้นตัวเองทุกวัน ห้ามผ่อนเด็ดขาด เวลาคุณอยู่ในทีมที่อะไรๆ ดำเนินไปด้วยดี นักเตะก็จะเริ่มทำตัวสบายๆ แต่คุณต้องผลักดันตัวเอง ตลอด อย่าชะล่าใจ พยายามมีวันที่ดีที่สุดเสมอ กับสโมสรอย่าง ลิเวอร์พูล แล้ว คุณจะมาทำตัวสบายๆ หลังจากยิง 20 ลูก และบอกว่า - เอาหละ พอแล้ว - ไม่ได้ หลังจากคุณยิงได้ 20 ลูก เบนิ เตส จะเคี่ยวคุณหนักต่อไป เขาต้องการสิ่งที่ดีที่สุดจากคุณทุกวัน เขาจะบอกคุณให้ทำโน่นทำนี่ด้วยตัวเอง และซ้อมแบบใหม่ๆ บางวันคุณจะคิดว่า - พระเจ้า ผู้ชายคนนี้ไม่ให้คุณได้หายใจหายคอ เลย! - ตอนนั้นคุณไม่คิดหรอกว่า เขาแค่อยากให้คุณพัฒนาตัวเอง ผมก็อยากมีชีวิตที่ก้าวหน้า ไม่ผ่อนตัวเอง ไม่หลงระเริง และคุณต้องการคนที่ใกล้ชิด กระตุ้นให้คุณก้าวต่อไป เราไม่วาดฝันว่า จะมีคนแบบนั้นอยู่ใกล้ชิดตัวเอง แต่ในระยะยาว ผมมั่นใจว่า ทุกคนจะคิดถึงเขา
แฟนบอลแอตเลติโก สอนอะไรคุณ ?
ตอร์เรส : ผมเป็นแฟนบอลแอตเลติโก ผมอยากมีโอกาสกลับไปที่นั่น บางทีผมอาจจะเจอพวกเขาใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ! และผมคิดว่าผมจะได้รับการ ต้อนรับที่ดี เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเจอแฟนบอลแอตเลติโก ผมมองตัวเองว่าเป็นหนึ่งในพวกเขา และนั่นคือสิ่งวิเศษสุด มันคงหนักหนามากหากวันไหนผมกลับไปที่นั่นแล้วไม่เป็นที่ต้อนรับ ผมคงทำ อะไรไม่ถูก ผมหวังว่ามันคงไม่เป็นอย่างนั้น
แล้วแฟนบอลลิเวอร์พูล หละ ?
ตอร์เรส : คุณนึกภาพกองเชียร์ที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว พวกเขาสนับสนุนทีมจริงๆ ทั้งช่วงเวลาที่ดีและแย่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเขาจะอยู่ข้างผม และทีม เมื่อคุณสวมเสื้อสีแดงของ ลิเวอร์พูล พวกเขาเชียร์คุณสุดหัวใจ เชียร์กันจนตาย พวกเขาไม่ตำหนิคุณเวลาพลาด เพราะคุณสวมเสื้อลิเวอร์พูล และพวกเขาไม่สนใจว่าชื่อหลังเสื้อจะเป็นใคร พวก เขาแฮปปี้กับนักเตะของพวกเขา และพวกเขาเป็นปลื้มเวลานักเตะเก่ากลับมากับทีมใหม่ เวลาสิ่งต่างๆ ไปด้วยดี พวกเขารักนักเตะของพวกเขา เวลาอะไรๆ ไปได้ไม่สวย พวกเขาก็ยังภูมิใจในทีม ตัวเอง ในฐานะนักเตะ เรารู้สึกได้ถึงแรงใจ 100 เปอร์เซ็นต์เต็มจากพวกเขา นี่คือสิ่งแตกต่างใหญ่หลวงระหว่างที่นี่ กับ สเปน
นักข่าวที่เขียนข่าวคุณหละ ?
ตอร์เรส : ผมเรียนรู้อะไรมากมายจากนักข่าว ! ท้ายที่สุด พวกเรานักฟุตบอลค่อนข้างอวดดี ส่วนใหญ่จะบอกว่านักข่าวที่ดีคือคนที่เขียนข่าวเราดีๆ ส่วนนักข่าวที่แย่คือ คนที่ใส่ร้ายป้ายสีเรา ผมรู้ว่ามีบางคนที่เขียน และวิจารณ์ผมแย่ๆ ไม่ใช่ในแนวทางที่อยากช่วยผม แต่เล่นงานผม ผมไม่บอกหรอกว่าใคร พวกนี้ไม่มีค่าให้คิดถึง ผมอยาก แสดงให้เห็นว่าพวกนั้นคิดผิดมั้ย ? ไม่ว่าผมจะทำอะไร ผมทำเพื่อตัวเอง แต่ใช่ บางทีผมอยากทำให้พวกนั้นสำนึก ตอนนั้นเสียงด่าของพวกเขาอาจถูกแต่ตอนนี้ ทุกครั้งที่ผมลงสนาม ผมมั่นใจว่า พวกนั้นจะพูด หรือเขียนถึงผมแบบนั้นไม่ได้แล้ว
สุดท้าย คุณได้อะไรจากการเดินทาง หรือ สถานที่ที่คุณไปท่องเที่ยว ?
ตอร์เรส : ผมเคยไปสถานที่ที่ยากลำบากอย่าง โพลีเนเชีย, โบร่า โบร่า, อะเมซอน ใน บราซิล หรือบางที่ใน เม็กซิโก ที่ซึ่งผู้คนโดนเอาเปรียบ หรือแทบ ไม่มีอะไรเลย และสิ่งที่โดนใจผมที่สุดคือ คนที่มีน้อยที่สุดมักเป็นคนที่พร้อมจะให้มากที่สุดเสมอ มันปราศจากสิ่งฟุ้งเฟ้อ หรือ ความอิจฉาริษยาแบบที่เราเจอในโลกของเรา ผมได้พบกับคนที่มีน้ำใจ และพร้อมแบ่งปัน มันน่าเหลือเชื่อ และบางทีมันทำให้คุณตระหนักว่า นักเตะอย่างเราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่เป็นจริง ผมอยากหาเวลาไปใช้ชีวิตอยู่โดยปราศจากสิ่งต่างๆ รายล้อม ทั้งเงินทอง และ ความอิจฉา ผมหนีไปตามที่เหล่านี้ และมันทำให้ผมอยากแบ่งปันสิ่งต่างๆ กับทุกคน จากนั้นพอผมกลับมายุโรป มันจะแบบว่า - มันไม่เหมือนกันเลย ว่ามั้ย ?
แป๊ก
http://www.siamsport.co.th/Columnhotnews533.html

29 June 2008

ราฟาเอล เบนิเตซ

ราฟาหวังประกาศศักดา!พาหงส์ผงาดซิวแชมป์ลีก

ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือ ลิเวอร์พูล มั่นใจ "หงส์แดง" มีโอกาสคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ซีซั่นหน้า ชี้หากทำได้จริงจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของตัวเอง พร้อมยันดึงนักเตะที่เหมาะสมกับทีมเข้ามาเสริมทัพอีกแน่

ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ประกาศก้องว่า ขอพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลหน้า ให้จงได้ ซึ่งจะส่งผลให้เป็นการยุติการรอคอยที่ยาวนานถึง 18 ปี ของแฟนบอล "เดอะ ค็อป" และจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของตนเอง หลังจาก "หงส์แดง" ซิวแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายในฤดูกาล 1989-90 สมัยที่ เคนนี่ ดัลกลิช คุมทัพ

กุนซือเลือดกระทิง กล่าวว่า "การคว้าแชมป์ลีกจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของผม มันยากกว่าในสเปน เพราะหลายๆ ทีมที่นี่ใช้เงินจำนวนมาก เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ปัจจัยสำคัญของผมคือ ไม่พูดถึงเรื่องแชมป์ แต่พูดถึงการทำงานให้ดี เราต้องเข้าไปให้ใกล้คู่แข่งเพื่อที่จะมีลุ้น ถ้าเราใกล้กับทีมนำมากขึ้น เราก็สามารถคว้าแชมป์ได้แน่นอน"
"คุณต้องทำงานของคุณพร้อมกับนักเตะหลังซีซั่นจบลง และในช่วงซัมเมอร์ คุณจำเป็นต้องทำงานกับทีมงาน ปัจจัยสำคัญคือ ซื้อนักเตะที่เหมาะสมกับทีม ทั้งเรื่องสภาพจิตใจที่ต้องมีความเป็นผู้ชนะอยู่ในตัว, ชอบการแข่งขัน และอยากมาที่นี่เพื่อคว้าแชมป์ให้ได้"
"นี่เป็นปัจจัยของผม เราวิเคราะห์หลายๆ อย่างในซัมเมอร์ ยกตัวอย่างเช่น เราเสียประตูมากมายจากลูกตั้งเตะ เราจำเป็นต้องรู้ว่าทำไม เพราะซีซั่นก่อนหน้า เราเสียแค่ 6 ประตู แต่ฤดูกาลที่ผ่านมาเราเสียถึง 16 ประตู เราต้องรู้ให้ได้ว่า เพราะเหตุใด เราจะต้องพัฒนาตรงจุดนี้ และทำให้ทีมยิงได้เรื่อยๆ เราจำเป็นต้องปรับปรุงอีกถ้าเราอยากเป็นทีมที่มีลุ้นแชมป์" นายใหญ่ถิ่น แอนฟิลด์ ทิ้งท้าย

from http://www.siamsport.co.th/25510629-002.html

ronaldo 9

โด้อ้วนโอดโดนมิลานทอดทิ้งหลังเจ็บหนัก

โรนัลโด้ ยอดดาวยิงดวงตกของ "ปีศาจแดง-ดำ" เอซี มิลาน ยังทำตัวมีปัญหาไม่เลิก ล่าสุดออกมาโอดครวญบ่นต้นสังกัด ที่ทอดทิ้งไม่เคยส่งข่าวคราวให้ได้ยิน ในระหว่างที่เขากำลังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่บ้านเกิด และยังมีอนาคตไม่แน่นอนว่าจะกลับไปลงเล่นในถิ่น ซาน ซิโร่ ต่อหรือไม่

โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติบราซิลของเอซี มิลาน สโมสรดังแห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา ออกมาแสดงความผิดหวังที่ต้นสังกัดไม่ยอมพูดถึงเรื่องอนาคตในการค้าแข้งอย่างจริงจัง นับตั้งแต่เขาได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าฉีกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อนาคตของอดีตหัวหอกเรอัล มาดริด ในถิ่น ซาน ซิโร่ ไม่สดใส หลังจากมิลานจะรอจนกว่าเขาหายกลับมาลงสนามอย่างสมบูรณ์เท่านั้น ทำให้มีข่าวลือว่า โรนัลโด้ อาจจะย้ายกลับมาค้าแข้งในบ้านเกิด หรือไปเล่นในอังกฤษ โดยมี ควีนสพาร์ค เรนเจอร์ส ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ทีมเศรษฐีใหม่ ที่เพิ่งรวยจากการเปลี่ยนผู้บริหารสโมสร และต้องการขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกให้เร็วที่สุด ให้ความสนใจ
" มิลานไม่เคยให้คำสัญญาใดๆกับผม ผมได้ยินข่าวจากเพียง เลโอนาร์โด้ (ที่ปรึกษาของอาเดรียโน่ กัลเลียนี่ รองประธานสโมสร) เท่านั้น ผมอยากได้ยินอะไรจากสโมสรมากกว่านี้ซักหน่อยก็ยังดี " อดีตดาวยิงหมายเลขหนึ่งของโลกเผยกับ สตาดิโอ นิวส์
from http://www.siamsport.co.th/25510629-042.html

23 June 2008

เหยินใหญ่ยันกลับมาวิ่งในอีก2-3วีก

โรนัลโด้ ดาวยิง เอซี มิลาน เผยข่าวดี บอกอีก 2-3 สัปดาห์ได้เห็นเขากลับมาวิ่งอีกครั้งหนึ่งแน่ พร้อมตั้งเป้าเรียกฟิตกลับมาลงเตะฟุตบอลอีกครั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลบคำสบประมาทของหมอที่ฟันธงฉับว่า อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าของเขา ต้องใช้เวลาเยียวยาอย่างน้อย 9 เดือนด้วยกัน

โรนัลโด้ กองหน้าตัวเก่ง เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ออกมากล่าว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า การฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่ากำลังผ่านพ้นไปด้วยดี และคาดว่า น่าจะกลับมาวิ่งได้อีกครั้งในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้

ดาวเตะวัย 31 กะรัต ซึ่งหวังจะลบคำสบประมาทของแพทย์ผู้ผ่าตัด ที่ยืนยันว่า อาการบาดเจ็บดังกล่าว จะต้องใช้เวลาพักรักษาตัว 9 เดือนเป็นอย่างน้อยนั้น กล่าวว่า "หัวเข่ากำลังดีวันดีคืน เวลานี้เราเริ่มทำงานในเรื่องการฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อ ผมจะเริ่มวิ่งได้อีกครั้งในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ผมมองโลกในแง่ดี ผมอาจจะกลับมาได้ก่อนกำหนด ถึงแม้ว่ามันจะเร็วเกินไปที่จะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำก็ตาม แต่กระนั้น ผมยังต้องการลงเล่นต่อไป
ส่วนเรื่องที่จะหมดสัญญาค้าแข้งกับ มิลาน ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หัวหอกชาวบราซิเลียน กล่าวว่า "ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะพูดอะไรดี (เกี่ยวกับเรื่องสัญญา) มิลาน ไม่เคยให้คำสัญญาใดๆ กับผมเลย ผมได้พูดคุยกับ เลโอนาร์โด้ (ผู้อำนวยการกีฬาสโมสร มิลาน) เป็นบางโอกาส แต่ผมอยากจะได้รับสัญญาจากทีมอีก มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องราวต่างๆ"
from http://www.siamsport.co.th/25510623-003.html

ตอร์เรสหน้าบานกระทิงลิ่วตัดเชือกยูโร 2008




เฟร์นานโด ตอร์เรส หัวหอกทีมชาติสเปน ออกอาการหน้าบานเป็นจานเชิง หลังเห็นพลพรรค "กระทิงดุ" ลิ่วเข้าสู่รอบตัดเชือก "ยูโร 2008" ได้สำเร็จ ด้วยการดวลเป้าชี้ขาดชนะ อิตาลี อย่างยิ่งใหญ่ แต่ไม่วายบ่นอุบเสียดายเล็กน้อยที่ไม่มีส่วนร่วมกับการยิงลูกโทษ

เฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าทีมชาติสเปน แสดงความรู้สึกยินดีสุดๆ หลังจากที่ทัพ "กระทิงดุ" ดวลจุดโทษเอาชนะ อิตาลี 4-2 ภายหลังเสมอกัน 0-0 ในเวลา 120 นาทีของเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป "ยูโร 2008" ณ สนาม แอร์นส์ท ฮัปเปิล สตาดิโอน กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทีมทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ
ตอร์เรส กล่าวผ่าน "มาร์ก้า" หนังสือพิมพ์กีฬาแดนกระทิงดุ ว่า "ผมรู้สึกสนุกสนานจริงๆ กับชัยชนะครั้งนี้ ผมคิดว่าพวกเราทุกคนควรจะมองย้อนหลังไปถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพื่อที่จะรับรู้ความสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้ นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่สวยสดงดงามสุดๆ ที่ผมเคยประสบพบเจอร่วมกับทีมชาติสเปนเลยทีเดียว สำหรับการดวลจุดโทษ? ผมมั่นใจในตัวของ อีเคร์ (กาซิยาส) อยู่แล้ว นอกจากนี้ เรายังซักซ้อมการยิงลูกโทษมาแล้วระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อวานนี้ และมันก็ดูเหมือนจะได้ผลดีอย่างไม่ต้องสงสัย"
อย่างไรก็ตาม ยอดดาวยิงจากสโมสร ลิเวอร์พูล ยอมรับว่ารู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในช่วงเวลาดวลเป้าชี้ขาด เนื่องจากถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามไปแล้ว โดยระบุว่า "ผมอยากจะได้รับโอกาสยิงดวลเป้าในครั้งนี้ เพราะผมต้องการให้ความสนับสนุนเพื่อทีมอยู่เสมอ ส่วน รัสเซีย (คู่แข่งในรอบรองชนะเลิศ) น่ะหรือ? พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วกับการลงเล่นในเกมระดับสูง และพวกเขาก็จะเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน"
from http://www.siamsport.co.th/25510623-049.html

21 June 2008

โรนัลโด้






ก่อนหน้าการแข่งขัน "ยูโร 2008" จะเปิดฉาก วงการลูกหนังโลกต่างตั้งตารอชมผลงานของทีมชาติ "โปรตุเกส" ซึ่งมี "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" ผู้ได้รับการยกย่องเป็น "นักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก" ณ เวลาปัจจุบัน สังกัดอยู่

โปรตุเกสเปิดฉากรอบแรกได้อย่างร้อนแรง ด้วยฟอร์มการเล่นอันเฉียบคม และความสามารถเฉพาะตัวหลากหลายของผู้เล่นในทีม ซึ่งมีปีกจาก "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเกม และเห็นเด่นชัดมากขึ้นทุกที

ฟอร์มเด่นของโปรตุเกสทำให้เกจิลูกหนังยกพวกเขาเป็น "เต็ง 3" หลังจบรอบแรก แม้กระทั่ง ""ไกเซอร์" ฟร้านซ์ เบ๊คเคนบาวร์" ตำนานฟุตบอลแห่งเมืองเบียร์ ยังออกตัวว่าทีมอินทรีเหล็กคงไม่อาจผ่าน "โรนัลโด้และพวก" ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้

...ที่สุดแล้ว เส้นทางของทีมชาติโปรตุเกสกลับสิ้นสุดลงเร็วกว่าที่หลายคนคิด ด้วยความปราชัยต่อเยอรมนี 2-3 โดยที่โรนัลโด้มีบทบาทในเกมค่อนข้างน้อย นำไปสู่ปฏิกิริยาในเชิงลบของแฟนบอลหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวกลูกหนังพรีเมียร์ชิพ ที่ต่างออกมาถามว่าความเป็น "ที่สุดในโลก" ตามที่ใครให้เครดิตเขาไปก่อนหน้านี้

ด้านแฟนบอลปีศาจแดงก็เริ่มถกกันเครียดเรื่องอนาคตของโรนัลโด้ โดยส่วนมากแน่นอนว่าอยากให้เขาอยู่ต่อ ก่อนจะห้อยท้ายว่า "ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวผมจะไม่ค่อยชอบเขานักก็ตาม"

...อันที่จริงก่อนหน้าทัวร์นาเมนต์นี้จะเปิดฉาก เคยมีคนทำนายเอาไว้แล้วว่า โรนัลโด้น่ะเก่งจริง แต่คงยังไม่ถึงฝั่งฝันอย่างแน่นอน เพราะยังมีองค์ประกอบบางอย่างขัดแย้งกันอยู่

"ความขัดแย้ง" ที่ว่า มีตัวอย่างให้เห็นชัดย้อนไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ในรอบชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก ระหว่างแมนฯยู กับ "เชลซี" ซึ่งกินเวลากว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจบลงด้วยชัยชนะของปีศาจแดงในการดวลจุดโทษ

วันนั้น ในช่วงการแข่งขันปกติ โรนัลโด้เล่นเป็น "พระเอก" ของงาน เป็นคนทำประตูเดียวให้แมนฯยู และโชว์ลีลากับทักษะเหนือชั้นเป็นกำลังสำคัญของทีม แต่แล้วเมื่อถึงช่วงดวลจุดโทษตัดสิน โรนัลโด้เดินไปยังจุดวางลูก จูบบอล ก่อนจะถอยหลังไป พยายามจะทำท่าหลอกนายทวารฝั่งตรงข้าม ก่อนจะยิงลูกไปเข้าทาง "ปีเตอร์ เช็ก" แบบเหนือความคาดหมาย

...เป็นการยิงลูกโทษที่เกจิบอกว่าคงใช้คำจำกัดความว่า "ดี" ไม่ได้ หากแต่เป็น "น่าอาย" และ "ยโสโอหัง" เสียมากกว่า!

โรนัลโด้เดินกลับไปยังแถวนักเตะแมนฯยูโดยไม่มีเพื่อนร่วมทีมสักคนปลอบหรือแสดงความเห็นใจ และเมื่อชัยชนะเป็นของปีศาจแดง เขากลับทรุดตัวลงไปตรงวงกลมกลางสนาม นอนคว่ำหน้ากับหญ้าราวกับกำลังนอนร้องไห้ และนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นราว 2 นาที ขณะที่เพื่อนนักเตะแมนฯยูวิ่งไปฉลองชัยกับแฟนบอล...โดยไม่มีใครสนใจปีกชาวโปรตุกีสแม้แต่คนเดียว!

"สปีเกล" นิตยสารออนไลน์ของเยอรมนี เปรียบเทียบว่า แฟนบอลจะรักคนอย่าง "จอห์น เทอร์รี่" กัปตันทีมเชลซีที่ก้มหน้าร้องไห้กับไหล่ของเพื่อนห่างจากจุดที่โรนัลโด้นอนอยู่ไม่กี่เมตรกว่ามาก

เพราะตัวตนของเทอร์รี่ ความแข็งแกร่งและตรงไปตรงมาซึ่งสะท้อนผ่านสไตล์การเล่นของเขา ความทุ่มเทให้กับทีมแบบเกินร้อย ความเป็นศูนย์รวมใจของเพื่อนนักเตะหรือแม้กระทั่งแฟนบอล ทำให้การพลาดลูกจุดโทษของกองหลังทีมชาติอังกฤษดูมีอารมณ์ร่วมและน่าเห็นใจกว่าของโรนัลโด้มากนัก

หลังจบเกม ขณะที่นักข่าวพยายามถามถึงลูกโทษลูกนั้น โรนัลโด้ก็ตัดบทว่า "ทำไมพวกคุณถึงยังสนใจมันอยู่อีก ผมได้แชมป์แล้ว เหรียญรางวัลก็ห้อยคออยู่นี่ ผมยิงลูกโทษพลาดก็จริง แต่ก็ทำประตูในเกมได้นี่ ผมไม่ได้ทำได้ทุกอย่างนะครับ!"

...บ้างมองว่าบุคลิกและนิสัยส่วนตัวของโรนัลโด้นั้น หล่อหลอมขึ้นมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กของเขา โรนัลโด้เติบโตขึ้นที่เมืองซานโต อันโตเนีย ย่านคนจนของโปรตุเกส เด็กชายคริสเตียโน่เป็นคนไม่ยอมคน ถ้าเขารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ก็พร้อมจะซัดกับเด็กคนอื่นอย่างไม่ลังเล แม้กระทั่งขว้างเก้าอี้ใส่ครูก็เคยทำมาแล้ว

เขาย้ายออกจากเมืองตอนอายุ 12 เพื่อเข้าสถาบันสอนฟุตบอลของ "สปอร์ติ้ง ลิสบอน" ก่อนจะสัมผัสกับเกมลูกหนังอาชีพครั้งแรกตอนอายุ 17

ทุกวันนี้ โรนัลโด้มีชีวิตที่แตกต่างจากสมัยเด็กๆ อย่างสิ้นเชิง เขาก็เป็นเช่นเดียวกับเพื่อนนักเตะดังในอังกฤษที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หรูที่มีทั้งสระว่ายน้ำและโรงหนังขนาดย่อมอยู่ในตัว

สตาร์ดังชาวโปรตุกีสซื้อบ้านกึ่งทาวเฮาส์หลังหนึ่งให้ "มาเรีย" แม่ของเขาพักในเกาะมาไดร่า ย่านเดิมที่เคยอยู่สมัยเด็กๆ และในรอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีก ก็ออกเงินซื้อตั๋วให้แม่บินไปชมการแข่งขันถึงมอสโกด้วย อย่างไรก็ตาม โรนัลโด้ไม่ได้กลับไปเยี่ยมแม่ที่โปรตุเกสเป็นเวลา 2 ปีแล้ว

ทุกวันนี้ มาเรียจะนั่งในห้องนั่งเล่น ท่ามกลางตู้โชว์ถ้วยรางวัลของลูกชาย บนตักคือหนังสือพิมพ์แทบลอยด์เมืองผู้ดีมากมาย แม้ว่าเธอจะไม่รู้ภาษาอังกฤษก็ตาม มาเรียแก้ต่างเรื่องบุคลิกลูกชายอย่างเข้าใจว่า "คริสเตียโน่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับใคร เขาแค่เป็นของเขาอย่างนั้นเอง"

ส่วนสาเหตุที่เธอรวบรวมหนังสือพิมพ์มามากมายทั้งที่อ่านไม่รู้เรื่องนั้น มาเรียตอบว่า...

"ฉันพยายามดูทุกอย่างที่เกี่ยวกับคริสเตียโน่ ...เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกใกล้ชิดกับเขามากขึ้นน่ะค่ะ..."
ที่มา http://matichon.co.th/news_detail.php?id=37082&catid=134&catid=7