16 July 2008

แหล่งข้อสอบCerJAVA,JSP...

1. http://www.allapplabs.com/interview_questions/java_interview_questions.htm
2. http://java.sun.com/products/jdk/faq.html
3. http://www.javacertificate.net/ แหล่งรวมคำถามและคำตอบ มี ทั้ง java jsp/servlet EJB JDBC SWING
4. http://www.examulator.com/phezam/selectsubject.php เป็นข้อสอบ online ที่ให้ลองทำเล่น ๆ ได้

น่าสนใจมาก ๆ เพื่อ ทบทวนความรู้ เพิ่มเติม ได้รู้แนวข้อสอบด้วย ถึงแม้มันเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่ได้ใช้ศัพท์ยาก เท่าไร ขอเชิญนะครับ ขอเชิญ...

29 June 2008

ราฟาเอล เบนิเตซ

ราฟาหวังประกาศศักดา!พาหงส์ผงาดซิวแชมป์ลีก

ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือ ลิเวอร์พูล มั่นใจ "หงส์แดง" มีโอกาสคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ซีซั่นหน้า ชี้หากทำได้จริงจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของตัวเอง พร้อมยันดึงนักเตะที่เหมาะสมกับทีมเข้ามาเสริมทัพอีกแน่

ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ประกาศก้องว่า ขอพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลหน้า ให้จงได้ ซึ่งจะส่งผลให้เป็นการยุติการรอคอยที่ยาวนานถึง 18 ปี ของแฟนบอล "เดอะ ค็อป" และจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของตนเอง หลังจาก "หงส์แดง" ซิวแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายในฤดูกาล 1989-90 สมัยที่ เคนนี่ ดัลกลิช คุมทัพ

กุนซือเลือดกระทิง กล่าวว่า "การคว้าแชมป์ลีกจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของผม มันยากกว่าในสเปน เพราะหลายๆ ทีมที่นี่ใช้เงินจำนวนมาก เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ปัจจัยสำคัญของผมคือ ไม่พูดถึงเรื่องแชมป์ แต่พูดถึงการทำงานให้ดี เราต้องเข้าไปให้ใกล้คู่แข่งเพื่อที่จะมีลุ้น ถ้าเราใกล้กับทีมนำมากขึ้น เราก็สามารถคว้าแชมป์ได้แน่นอน"
"คุณต้องทำงานของคุณพร้อมกับนักเตะหลังซีซั่นจบลง และในช่วงซัมเมอร์ คุณจำเป็นต้องทำงานกับทีมงาน ปัจจัยสำคัญคือ ซื้อนักเตะที่เหมาะสมกับทีม ทั้งเรื่องสภาพจิตใจที่ต้องมีความเป็นผู้ชนะอยู่ในตัว, ชอบการแข่งขัน และอยากมาที่นี่เพื่อคว้าแชมป์ให้ได้"
"นี่เป็นปัจจัยของผม เราวิเคราะห์หลายๆ อย่างในซัมเมอร์ ยกตัวอย่างเช่น เราเสียประตูมากมายจากลูกตั้งเตะ เราจำเป็นต้องรู้ว่าทำไม เพราะซีซั่นก่อนหน้า เราเสียแค่ 6 ประตู แต่ฤดูกาลที่ผ่านมาเราเสียถึง 16 ประตู เราต้องรู้ให้ได้ว่า เพราะเหตุใด เราจะต้องพัฒนาตรงจุดนี้ และทำให้ทีมยิงได้เรื่อยๆ เราจำเป็นต้องปรับปรุงอีกถ้าเราอยากเป็นทีมที่มีลุ้นแชมป์" นายใหญ่ถิ่น แอนฟิลด์ ทิ้งท้าย

from http://www.siamsport.co.th/25510629-002.html

ronaldo 9

โด้อ้วนโอดโดนมิลานทอดทิ้งหลังเจ็บหนัก

โรนัลโด้ ยอดดาวยิงดวงตกของ "ปีศาจแดง-ดำ" เอซี มิลาน ยังทำตัวมีปัญหาไม่เลิก ล่าสุดออกมาโอดครวญบ่นต้นสังกัด ที่ทอดทิ้งไม่เคยส่งข่าวคราวให้ได้ยิน ในระหว่างที่เขากำลังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่บ้านเกิด และยังมีอนาคตไม่แน่นอนว่าจะกลับไปลงเล่นในถิ่น ซาน ซิโร่ ต่อหรือไม่

โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติบราซิลของเอซี มิลาน สโมสรดังแห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา ออกมาแสดงความผิดหวังที่ต้นสังกัดไม่ยอมพูดถึงเรื่องอนาคตในการค้าแข้งอย่างจริงจัง นับตั้งแต่เขาได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าฉีกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อนาคตของอดีตหัวหอกเรอัล มาดริด ในถิ่น ซาน ซิโร่ ไม่สดใส หลังจากมิลานจะรอจนกว่าเขาหายกลับมาลงสนามอย่างสมบูรณ์เท่านั้น ทำให้มีข่าวลือว่า โรนัลโด้ อาจจะย้ายกลับมาค้าแข้งในบ้านเกิด หรือไปเล่นในอังกฤษ โดยมี ควีนสพาร์ค เรนเจอร์ส ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ทีมเศรษฐีใหม่ ที่เพิ่งรวยจากการเปลี่ยนผู้บริหารสโมสร และต้องการขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกให้เร็วที่สุด ให้ความสนใจ
" มิลานไม่เคยให้คำสัญญาใดๆกับผม ผมได้ยินข่าวจากเพียง เลโอนาร์โด้ (ที่ปรึกษาของอาเดรียโน่ กัลเลียนี่ รองประธานสโมสร) เท่านั้น ผมอยากได้ยินอะไรจากสโมสรมากกว่านี้ซักหน่อยก็ยังดี " อดีตดาวยิงหมายเลขหนึ่งของโลกเผยกับ สตาดิโอ นิวส์
from http://www.siamsport.co.th/25510629-042.html

23 June 2008

เหยินใหญ่ยันกลับมาวิ่งในอีก2-3วีก

โรนัลโด้ ดาวยิง เอซี มิลาน เผยข่าวดี บอกอีก 2-3 สัปดาห์ได้เห็นเขากลับมาวิ่งอีกครั้งหนึ่งแน่ พร้อมตั้งเป้าเรียกฟิตกลับมาลงเตะฟุตบอลอีกครั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลบคำสบประมาทของหมอที่ฟันธงฉับว่า อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าของเขา ต้องใช้เวลาเยียวยาอย่างน้อย 9 เดือนด้วยกัน

โรนัลโด้ กองหน้าตัวเก่ง เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ออกมากล่าว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า การฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่ากำลังผ่านพ้นไปด้วยดี และคาดว่า น่าจะกลับมาวิ่งได้อีกครั้งในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้

ดาวเตะวัย 31 กะรัต ซึ่งหวังจะลบคำสบประมาทของแพทย์ผู้ผ่าตัด ที่ยืนยันว่า อาการบาดเจ็บดังกล่าว จะต้องใช้เวลาพักรักษาตัว 9 เดือนเป็นอย่างน้อยนั้น กล่าวว่า "หัวเข่ากำลังดีวันดีคืน เวลานี้เราเริ่มทำงานในเรื่องการฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อ ผมจะเริ่มวิ่งได้อีกครั้งในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ผมมองโลกในแง่ดี ผมอาจจะกลับมาได้ก่อนกำหนด ถึงแม้ว่ามันจะเร็วเกินไปที่จะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำก็ตาม แต่กระนั้น ผมยังต้องการลงเล่นต่อไป
ส่วนเรื่องที่จะหมดสัญญาค้าแข้งกับ มิลาน ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หัวหอกชาวบราซิเลียน กล่าวว่า "ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะพูดอะไรดี (เกี่ยวกับเรื่องสัญญา) มิลาน ไม่เคยให้คำสัญญาใดๆ กับผมเลย ผมได้พูดคุยกับ เลโอนาร์โด้ (ผู้อำนวยการกีฬาสโมสร มิลาน) เป็นบางโอกาส แต่ผมอยากจะได้รับสัญญาจากทีมอีก มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องราวต่างๆ"
from http://www.siamsport.co.th/25510623-003.html

ตอร์เรสหน้าบานกระทิงลิ่วตัดเชือกยูโร 2008




เฟร์นานโด ตอร์เรส หัวหอกทีมชาติสเปน ออกอาการหน้าบานเป็นจานเชิง หลังเห็นพลพรรค "กระทิงดุ" ลิ่วเข้าสู่รอบตัดเชือก "ยูโร 2008" ได้สำเร็จ ด้วยการดวลเป้าชี้ขาดชนะ อิตาลี อย่างยิ่งใหญ่ แต่ไม่วายบ่นอุบเสียดายเล็กน้อยที่ไม่มีส่วนร่วมกับการยิงลูกโทษ

เฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าทีมชาติสเปน แสดงความรู้สึกยินดีสุดๆ หลังจากที่ทัพ "กระทิงดุ" ดวลจุดโทษเอาชนะ อิตาลี 4-2 ภายหลังเสมอกัน 0-0 ในเวลา 120 นาทีของเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป "ยูโร 2008" ณ สนาม แอร์นส์ท ฮัปเปิล สตาดิโอน กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทีมทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ
ตอร์เรส กล่าวผ่าน "มาร์ก้า" หนังสือพิมพ์กีฬาแดนกระทิงดุ ว่า "ผมรู้สึกสนุกสนานจริงๆ กับชัยชนะครั้งนี้ ผมคิดว่าพวกเราทุกคนควรจะมองย้อนหลังไปถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพื่อที่จะรับรู้ความสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้ นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่สวยสดงดงามสุดๆ ที่ผมเคยประสบพบเจอร่วมกับทีมชาติสเปนเลยทีเดียว สำหรับการดวลจุดโทษ? ผมมั่นใจในตัวของ อีเคร์ (กาซิยาส) อยู่แล้ว นอกจากนี้ เรายังซักซ้อมการยิงลูกโทษมาแล้วระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อวานนี้ และมันก็ดูเหมือนจะได้ผลดีอย่างไม่ต้องสงสัย"
อย่างไรก็ตาม ยอดดาวยิงจากสโมสร ลิเวอร์พูล ยอมรับว่ารู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในช่วงเวลาดวลเป้าชี้ขาด เนื่องจากถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามไปแล้ว โดยระบุว่า "ผมอยากจะได้รับโอกาสยิงดวลเป้าในครั้งนี้ เพราะผมต้องการให้ความสนับสนุนเพื่อทีมอยู่เสมอ ส่วน รัสเซีย (คู่แข่งในรอบรองชนะเลิศ) น่ะหรือ? พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วกับการลงเล่นในเกมระดับสูง และพวกเขาก็จะเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน"
from http://www.siamsport.co.th/25510623-049.html

ถึงเวลา'บิล เกสต์'ล้างมือในอ่างทองคำ






การถ่ายโอนภารกิจบริหารงานรายวันของเขา จึงไม่ต่างอะไรจากการล้างมือในอ่างทองคำ ที่หลายคนต้องยอมรับว่าเป็นการแขวนบทบาทตัวเองอย่างงดงาม หลังจากคนชื่อ'บิล เกสต์'ได้บรรลุแล้วซึ่งความสำเร็จที่เขาสร้างขึ้นมา

แล้วก็ถึงเวลาสำหรับราชาอย่าง'บิล เกสต์'เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ ที่จะก้าวลงจากบัลลังก์ ด้วยการหันหลังให้แก่การบริหารกิจการของบริษัทระดับมหาอำนาจของอุตสาหกรรมไอที ที่เขาได้ปลุกปั้นขึ้นมาด้วยตัวมือเองเป็นเวลากว่า 30 ปี ท่ามกลางความใจหายของใครหลายคนที่จะต้องยอมรับว่าชื่อของบิล เกสต์ จะกลายเป็นอดีตไปเรื่อย ๆ สำหรับไมโครซอฟท์ แต่นี่คือการยุติบทบาทที่เคยทรงอิทธิพล สำหรับผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกคนหนึ่ง ที่ต้องการหันหลังให้แก่กิจการของตัวเอง เมื่อถึงคราวต้อง'พักผ่อน' ด้านหนึ่งเพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นมา'ใหญ่'ตามธรรมชาติของการทำงาน และไขก๊อกตัวเองเพื่ออุทิศตัวให้กับอีกสิ่งที่เขารัก

ชะตาการหันหลังของบิล เกสต์ เป็นที่รับรู้ของสังคมโลกมาแล้วก่อนหน้านี้ หลังจากที่เขาได้ประกาศว่าจะวางมือจากไมโครซอฟท์ เพื่อหันไปใช้เวลากับกองทุนบิล และเมลินดา เกสต์ กับกิจกรรมช่วยเหลือชาวโลกที่เขารัก ที่เขาได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมา นอกเหนือจากความเป็นสุดยอดผู้บริหารในการสร้างไมโครซอฟท์ในกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แล้ว ตัวตนอีกด้านของบิล เกสต์ ยังเป็นที่รู้จักดีในฐานะมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ที่ติดอันดับนักบริจาคสูงสุดของโลก และเป็นภาพลักษณ์ที่สร้างเสียงสรรเสริญชื่นชมจากชาวโลก ไม่แพ้ในฐานะผู้บริหารของไมโครซอฟท์

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ออกแถลงการณ์ประกาศการวางมือจากไมโครซอฟท์ของบิล เกสต์ โดยเกสต์จะเริ่มวางมือจากภารกิจที่เหลืออยู่ คือการบริหารงานแบบวันต่อวัน ภายในระยะเวลา 2 ปี ก่อนจะไขก๊อกตัวเองจากภารกิจบริหารงานไมโครซอฟท์อย่างถาวร มีชื่อที่เป็นเพียงประธานบริษัท และที่ปรึกษาโครงการพัฒนาสำคัญ ๆ ของบริษัท ที่ไม่ได้มีเวลาส่วนใหญ่สำหรับไมโครซอฟท์อีกต่อไป โดยเขาจะทำหน้าที่เป็น'พี่เลี้ยง'ช่วยเหลือการถ่ายโอนภารกิจบริหารงานแบบวันต่อวัน ให้แก่สองผู้บริหารใหม่ของไมโครซอฟท์ คือ นายเรย์ ออซซี่ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงฝ่ายเทคนิก ซึ่งจะถูกแต่งตั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกแบบซอฟท์แวร์ ซึ่งเป็นงานหัวใจหลักของไมโครซอฟท์ และนายเครก มุนดี ซีอีโอฝ่ายเทคนิกอีกคน ซึ่งจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิจัยและวางแผนยุทธศาสตร์ของบริษัท

ในวันออกแถลงการณ์ บิล เกสต์ กล่าวว่า ปัจจุบันไมโครซอฟท์อยู่ในสถานะที่จะประสบความสำเร็จได้อีกในอนาคตข้างหน้า โดยในช่วงปีนี้ เขาจะยังคงมีพันธะผูกพันกับไมโครซอฟท์อย่างเต็มที่ หลังแถลงการณ์ของเดือนมิ.ย.และจะทำงานอย่างเต็มที่กับเรย์และเกร็ก เพื่อรับประกันว่า การถ่ายโอนภารกิจบริหารงานรายวันของเขาจะเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมทั้งชื่นชมนายเรย์และนายเกร็กว่าเป็นผู้นำด้านงานเทคนิกที่เยี่ยมยอด ซึ่งถือเป็นโชคดีของไมโครซอฟท์

ขณะที่นายสตีฟ บอลเม่อร์ ผู้บริหารสูงสุดของไมโครซอฟท์ บอกว่า เขาและเกสต์ ต่างเชื่อมั่นว่า ไมโครซอฟท์ มีทีมที่ยอดเยี่ยมที่สามารถจะก้าวไปเพื่อย่ำตามรอยเท้าของเกสต์ และผลักดันนวัตกรรมของไมโครซอฟท์ไปข้างหน้าโดยไม่สะดุดช่องว่าง และว่าไมโครซอฟท์จะยังคงจ้าง'บุคคลระดับพรสวรรค์'ด้านเทคนิกที่เก่งที่สุดของโลก เพื่อมาร่วมงานกับบริษัท และไมโครซอฟท์ จะยังคงจัดการกับปัญหาท้าทายใหญ่ ๅๆ และสร้างโอกาสให้แก่ผู้บริโภคจากการลงทุนไปกับโมโครซอฟท์ในระยะยาว นอกจากนี้ ซีอีโอรายนี้ยังบอกว่า ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ ได้ขยายความเป็นผู้นำด้านไอทีระดับสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำหรับบิล เกสต์ เขาได้ปลุกปั้นไมโครซอฟท์ให้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีด้วยความสามารถล้วน ๆ ด้วยการจัดตั้งบริษัทแห่งนี้ร่วมกับพอล อัลเลน เพื่อนซี้ของเขา โดยไมโครซอฟท์ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 1975 และได้บุกเบิกการสร้างนวัตกรรมด้านซอฟท์แวร์ต่าง ๆ ที่ได้ช่วยแผ่วทางการปฎิวัติสังคมโลกเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารดิจิตอล!

มรดกที่บิล เกสต์ และอัลเลน ได้สร้างให้แก่ไมโครซอฟท์ มีตั้งแต่การสร้างระบบปฎิบัติการของไมโครซอฟท์ ,โปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ,โปรแกรมวินโดวส์ ซอฟท์แวร์เหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อสังคมโลก ในฐานะเส้นทางบุกเบิกโลกเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์อย่างเต็มตัวและกว้างใหญ่ เปลี่ยนวิถีการทำงานใหม่ของผู้คนทั่วโลก วิถีใหม่ของการสื่อสารและความบันเทิง ในรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่ตัวไมโครซอฟท์ได้ผงาดกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอที มีพนักงานทั่วโลกกว่า 63,000 คน ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เคลื่อนที่ให้เติบโตร่วมกัน โดยมียอดขายกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม สำหรับบิล เกสต์ ยึดถือคติว่าคนเราต้องรู้จักพอ และหันไปทำในสิ่งตัวเองรัก หลังจากเขาได้ผงาดนั่งตำแหน่งประธานบริษัทและผู้บริหารระดับสูงของบริษัท จนกระทั่งถึงปี 2000 ซึ่งนายบอลเม่อร์ ได้เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอแทน บิล เกสต์ ได้เริ่มชีวิตการเป็นมหาเศรษฐีผู้ช่วยเหลือชาวโลกผู้ยากจน ซึ่งเป็นงานที่เขายอมรับว่าสร้างความสุขอย่างมหาศาลให้แก่ตัวเองและภรรยา โดยเขาได้จัดตั้งมูลนิธิบิล และ เมลินดา เกสต์ ภรรยา ด้วยวงเงินมูลค่ากว่า 29,100 ล้านดอลลาร์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั่วโลกในภารกิจด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ มาลาเรีย และโรคอื่น ๆ ในประเทศด้อยพัฒนา และการบริจาคเงินให้แก่กองทุนต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วโลก

การถ่ายโอนภารกิจบริหารงานรายวันของเขา จึงไม่ต่างอะไรจากการล้างมือในอ่างทองคำ ที่หลายคนต้องยอมรับว่าเป็นการแขวนบทบาทตัวเองอย่างงดงาม หลังจากคนชื่อ'บิล เกสต์'ได้บรรลุแล้วซึ่งความสำเร็จที่เขาสร้างขึ้นมา


from http://matichon.co.th/news_detail.php?id=37375&catid=6

21 June 2008

โรนัลโด้






ก่อนหน้าการแข่งขัน "ยูโร 2008" จะเปิดฉาก วงการลูกหนังโลกต่างตั้งตารอชมผลงานของทีมชาติ "โปรตุเกส" ซึ่งมี "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" ผู้ได้รับการยกย่องเป็น "นักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก" ณ เวลาปัจจุบัน สังกัดอยู่

โปรตุเกสเปิดฉากรอบแรกได้อย่างร้อนแรง ด้วยฟอร์มการเล่นอันเฉียบคม และความสามารถเฉพาะตัวหลากหลายของผู้เล่นในทีม ซึ่งมีปีกจาก "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเกม และเห็นเด่นชัดมากขึ้นทุกที

ฟอร์มเด่นของโปรตุเกสทำให้เกจิลูกหนังยกพวกเขาเป็น "เต็ง 3" หลังจบรอบแรก แม้กระทั่ง ""ไกเซอร์" ฟร้านซ์ เบ๊คเคนบาวร์" ตำนานฟุตบอลแห่งเมืองเบียร์ ยังออกตัวว่าทีมอินทรีเหล็กคงไม่อาจผ่าน "โรนัลโด้และพวก" ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้

...ที่สุดแล้ว เส้นทางของทีมชาติโปรตุเกสกลับสิ้นสุดลงเร็วกว่าที่หลายคนคิด ด้วยความปราชัยต่อเยอรมนี 2-3 โดยที่โรนัลโด้มีบทบาทในเกมค่อนข้างน้อย นำไปสู่ปฏิกิริยาในเชิงลบของแฟนบอลหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวกลูกหนังพรีเมียร์ชิพ ที่ต่างออกมาถามว่าความเป็น "ที่สุดในโลก" ตามที่ใครให้เครดิตเขาไปก่อนหน้านี้

ด้านแฟนบอลปีศาจแดงก็เริ่มถกกันเครียดเรื่องอนาคตของโรนัลโด้ โดยส่วนมากแน่นอนว่าอยากให้เขาอยู่ต่อ ก่อนจะห้อยท้ายว่า "ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวผมจะไม่ค่อยชอบเขานักก็ตาม"

...อันที่จริงก่อนหน้าทัวร์นาเมนต์นี้จะเปิดฉาก เคยมีคนทำนายเอาไว้แล้วว่า โรนัลโด้น่ะเก่งจริง แต่คงยังไม่ถึงฝั่งฝันอย่างแน่นอน เพราะยังมีองค์ประกอบบางอย่างขัดแย้งกันอยู่

"ความขัดแย้ง" ที่ว่า มีตัวอย่างให้เห็นชัดย้อนไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ในรอบชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก ระหว่างแมนฯยู กับ "เชลซี" ซึ่งกินเวลากว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจบลงด้วยชัยชนะของปีศาจแดงในการดวลจุดโทษ

วันนั้น ในช่วงการแข่งขันปกติ โรนัลโด้เล่นเป็น "พระเอก" ของงาน เป็นคนทำประตูเดียวให้แมนฯยู และโชว์ลีลากับทักษะเหนือชั้นเป็นกำลังสำคัญของทีม แต่แล้วเมื่อถึงช่วงดวลจุดโทษตัดสิน โรนัลโด้เดินไปยังจุดวางลูก จูบบอล ก่อนจะถอยหลังไป พยายามจะทำท่าหลอกนายทวารฝั่งตรงข้าม ก่อนจะยิงลูกไปเข้าทาง "ปีเตอร์ เช็ก" แบบเหนือความคาดหมาย

...เป็นการยิงลูกโทษที่เกจิบอกว่าคงใช้คำจำกัดความว่า "ดี" ไม่ได้ หากแต่เป็น "น่าอาย" และ "ยโสโอหัง" เสียมากกว่า!

โรนัลโด้เดินกลับไปยังแถวนักเตะแมนฯยูโดยไม่มีเพื่อนร่วมทีมสักคนปลอบหรือแสดงความเห็นใจ และเมื่อชัยชนะเป็นของปีศาจแดง เขากลับทรุดตัวลงไปตรงวงกลมกลางสนาม นอนคว่ำหน้ากับหญ้าราวกับกำลังนอนร้องไห้ และนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นราว 2 นาที ขณะที่เพื่อนนักเตะแมนฯยูวิ่งไปฉลองชัยกับแฟนบอล...โดยไม่มีใครสนใจปีกชาวโปรตุกีสแม้แต่คนเดียว!

"สปีเกล" นิตยสารออนไลน์ของเยอรมนี เปรียบเทียบว่า แฟนบอลจะรักคนอย่าง "จอห์น เทอร์รี่" กัปตันทีมเชลซีที่ก้มหน้าร้องไห้กับไหล่ของเพื่อนห่างจากจุดที่โรนัลโด้นอนอยู่ไม่กี่เมตรกว่ามาก

เพราะตัวตนของเทอร์รี่ ความแข็งแกร่งและตรงไปตรงมาซึ่งสะท้อนผ่านสไตล์การเล่นของเขา ความทุ่มเทให้กับทีมแบบเกินร้อย ความเป็นศูนย์รวมใจของเพื่อนนักเตะหรือแม้กระทั่งแฟนบอล ทำให้การพลาดลูกจุดโทษของกองหลังทีมชาติอังกฤษดูมีอารมณ์ร่วมและน่าเห็นใจกว่าของโรนัลโด้มากนัก

หลังจบเกม ขณะที่นักข่าวพยายามถามถึงลูกโทษลูกนั้น โรนัลโด้ก็ตัดบทว่า "ทำไมพวกคุณถึงยังสนใจมันอยู่อีก ผมได้แชมป์แล้ว เหรียญรางวัลก็ห้อยคออยู่นี่ ผมยิงลูกโทษพลาดก็จริง แต่ก็ทำประตูในเกมได้นี่ ผมไม่ได้ทำได้ทุกอย่างนะครับ!"

...บ้างมองว่าบุคลิกและนิสัยส่วนตัวของโรนัลโด้นั้น หล่อหลอมขึ้นมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กของเขา โรนัลโด้เติบโตขึ้นที่เมืองซานโต อันโตเนีย ย่านคนจนของโปรตุเกส เด็กชายคริสเตียโน่เป็นคนไม่ยอมคน ถ้าเขารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ก็พร้อมจะซัดกับเด็กคนอื่นอย่างไม่ลังเล แม้กระทั่งขว้างเก้าอี้ใส่ครูก็เคยทำมาแล้ว

เขาย้ายออกจากเมืองตอนอายุ 12 เพื่อเข้าสถาบันสอนฟุตบอลของ "สปอร์ติ้ง ลิสบอน" ก่อนจะสัมผัสกับเกมลูกหนังอาชีพครั้งแรกตอนอายุ 17

ทุกวันนี้ โรนัลโด้มีชีวิตที่แตกต่างจากสมัยเด็กๆ อย่างสิ้นเชิง เขาก็เป็นเช่นเดียวกับเพื่อนนักเตะดังในอังกฤษที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หรูที่มีทั้งสระว่ายน้ำและโรงหนังขนาดย่อมอยู่ในตัว

สตาร์ดังชาวโปรตุกีสซื้อบ้านกึ่งทาวเฮาส์หลังหนึ่งให้ "มาเรีย" แม่ของเขาพักในเกาะมาไดร่า ย่านเดิมที่เคยอยู่สมัยเด็กๆ และในรอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีก ก็ออกเงินซื้อตั๋วให้แม่บินไปชมการแข่งขันถึงมอสโกด้วย อย่างไรก็ตาม โรนัลโด้ไม่ได้กลับไปเยี่ยมแม่ที่โปรตุเกสเป็นเวลา 2 ปีแล้ว

ทุกวันนี้ มาเรียจะนั่งในห้องนั่งเล่น ท่ามกลางตู้โชว์ถ้วยรางวัลของลูกชาย บนตักคือหนังสือพิมพ์แทบลอยด์เมืองผู้ดีมากมาย แม้ว่าเธอจะไม่รู้ภาษาอังกฤษก็ตาม มาเรียแก้ต่างเรื่องบุคลิกลูกชายอย่างเข้าใจว่า "คริสเตียโน่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับใคร เขาแค่เป็นของเขาอย่างนั้นเอง"

ส่วนสาเหตุที่เธอรวบรวมหนังสือพิมพ์มามากมายทั้งที่อ่านไม่รู้เรื่องนั้น มาเรียตอบว่า...

"ฉันพยายามดูทุกอย่างที่เกี่ยวกับคริสเตียโน่ ...เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกใกล้ชิดกับเขามากขึ้นน่ะค่ะ..."
ที่มา http://matichon.co.th/news_detail.php?id=37082&catid=134&catid=7